มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสูงวัย ขับเคลื่อนสู่เวทีนานาชาติ30 มกราคม 2569
ประเด็นการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) จากงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ถูกนำมาต่อต่อยอดในงานประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี 2569 ( PMAC 2026 ) เพื่อขับเคลื่อนสู่ระดับเวทีนานาชาติ
เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา สช. ร่วมกับ สภาพัฒน์ฯ สถาบันประชากรและสังคม มหิดล ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และศูนย์แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JCIE) จัดประชุมคู่ขนานในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (PMAC 2026) ภายใต้หัวข้อ “Silver Economy: Turning Aging into Opportunity” เพื่อขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสูงวัย สู่เวทีนานาชาติ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เราต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าสูงวัยไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาส คนสูงวัยเป็นผู้มีประสบการณ์และสามารถสร้างคุณค่าให้กับประเทศได้ โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมสูงวัยกับเศรษฐกิจในสังคมสูงวัยเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง สช.ได้นำเข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ซึ่งได้มีฉันทมติในเรื่องเศรษฐกิจสังคมสูงวัย 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1) การสร้างงานและมีหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงวัย 2) ทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 3) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสังคมผู้สูงอายุ และ 4) การลดการตีตราผู้สูงอายุ หรือเพิ่มการสื่อสาร เพื่อให้สังคมลดความเข้าใจผิดว่าผู้สูงอายุเป็นวัยเกษียณที่ไม่สามารถทำอะไรได้
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุ 4 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อน Silver Economy คือ
1) สังคมสูงวัยคือเรื่องของทุกช่วงวัย
2) วางอยู่บนฐาน Human-Centered Economy ที่ตอบสนองการพัฒนามนุษย์ ชุมชน สังคมและโลก
3) มองผู้สูงอายุ เป็นทั้งผู้สร้างเศรษฐกิจ
และผู้บริโภคสินค้าและบริการ
4) ปรับ mindset เรื่อง “การทำงานเป็นบทบาทหน้าที่ของทุกคน” แม้เป็นผู้สูงอายุ
“การเกษียณอายุไม่ได้หมายความว่าการทำงานจะสิ้นสุดลง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานเต็มเวลาไปสู่การทำงานประเภทอื่น ดังนั้นทัศนคติที่ถูกต้องคือทุกคนสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาสังคมและการสร้างเศรษฐกิจที่ยึดมั่นในคุณค่าได้ในทุกช่วงวัย” นพ.อำพล กล่าว
ที่ประชุมสรุปข้อเสนอในการพัฒนา Silver Economy ให้ยั่งยืน 3 ประการ ประกอบด้วย
1) Impact investing การลงทุน เช่น ในกองทุนบำนาญ ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนทางการเงิน
ควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่วัดผลได้ต่อผู้สูงอายุ
2) Intergenerational approach เน้นแนวทางความร่วมมือระหว่างวัย
เพื่อลดช่องว่างของวัย และเสริมจุดแข็งให้กันและกัน
3) Public-private partnership นอกจากบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐแล้ว ความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคเอกชนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

