“เสียงของเราชายแดนใต้ พลังของชาติ:เวทีให้ความรู้ ด้านการตรวจสอบ และการประเมิน
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ,โรงแรม เซาร์เมินวิว จะ.ปัตตานี องค์การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอบต.)จัดประชุมเวทีอบรมให้ความรู้ด้านการตรวจสอบและการประเมิน งบประมาณให้คุ้มค่าจัดโดยสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดการประชุมโดย นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาชายแดนภาคใต้ มีผู้เข้าร่วม 500 กว่าคน ท่านได้กล่าวว่า : สภามีหลายหน้าที่ว่าหน้าที่ 1 ที่สำคัญที่ระบุไว้ในพ.ร.บ.ก็คือหน้าที่การกำกับดูแลตรวจสอบ หลายคนบอกว่ายังไม่ค่อยรู้จักสภาที่ดีทำหน้าที่ที่ตรวจสอบดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนแต่เป็นข้อกฎหมาย ไม่ได้ตั้งกันมาเองเมื่อปี 53 เราน่าจะรู้จัก พ.ร.บการบริหารและการยริหารจังหวัดภาคใต้ในปีพ.ศ 2553 ในพรบ. อยู่ฉบับเดียวในประเทศที่เป็นการปกครองเป็นภาคๆเป็นจังหวัดอันนี้น่าจะเป็นฉบับเดียวในพ.ร.บ.มีอยู่ 2 องค์กร หลักองค์กรหนึ่งก็คือสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมาได้แล้วสมาชิกสภานี่มาจากไหนสมาชิกสภาก็มาจากพวกท่านแล้วปี 53 ผมลงในตำแหน่งของหน่วยงานการศึกษาคนที่เลือกผมก็คือครูทั้งหมดในจังหวัดสงขลาครูทั้งหมดในจังหวัดสงขลาในโรงเรียนคนที่เป็นครู 30,000 กว่าคนในจังหวัดสงขลาเหมือนเลือกผู้แทนเลยครับก็เลือกกันมาก็ได้ตัวแทนมา 1 คนพระอาจารย์เลือกมาจากเจ้าอาวาสในจังหวัดสงขลาทั้งหมดเขาก็เลือกกันบางครั้งก็ใช้วิธีการโหวตยกมือถ้าไม่เยอะถ้าเยอะก็เปิดหีบลงกล่องหย่อนบัตรตัวแทนลักษณะนี้โดนเลือกมาแล้วองค์ประกอบของสภาก็จะมีกลุ่มสตรีที่มีจากจังหวัดต่างๆนราธิวาส สงขลา ปัตตานี ยะลา สตูลทก็เลือกตัวแทนสตรีมาจังหวัดละ 1 คนมาเป็นองค์ประกอบ 49 ท่านนะครับที่อยู่ในสภาใน 49 ท่านมีอีก 5 ท่านที่นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งคัดเลือกใหม่เองก็แต่งตั้งมา 49 ครับ
วันนี้ยังติดตั้งไม่เสร็จนะครับติดตั้งมาแค่ 47 ท่านเหลืออีก 2 ท่านยังมีปัญหาอยู่สภาก็เกิดเป็นสภานี้เป็นตัวแทนของพวกเราแล้ววิธีการเลือกอย่างนี้มันใช้ได้เหรอเป็นวิธีการที่โลกยอมรับเป็นวิธีการที่ประเทศไทย ยอมรับเพราะวิธีการอย่างนี้ก็ไปใช้ในการเลือก ส.ว ที่ผ่านมา สวก็ได้รับจากการเลือกตั้งที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มาจากตัวแทนของแต่ละสาขามีสภามาชุดหนึ่งซึ่งทำประโยชน์ให้กับพวกเราไว้ค่อนข้างเยอะมากหลายเรื่องมาจนถึงปี 57 ปี 57 มีการเลือกตั้งใหม่จาก 53 นะครับมีการเลือกตั้งใหม่ของสภาเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยเกิดการปฏิวัติโดนคสชประกาศไม่ให้ไม่ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วก็หยุดบทบาทหน้าที่ของสภานี้ไปเกือบ 10 ปีพวกเราก็เลยไม่รู้จักหลังจากนั้นก็มีคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาเขาเปลี่ยนชื่อแล้วก็ไปหยิบมาโดยไม่มาจากการจัดสภาไม่ใช่หน่วยงานรัฐแต่เป็นการแต่งตั้งตามกฎหมายของรัฐสภาผู้แทนของพี่น้องทุกคนสภา
ปัญหาที่นี่จะให้คนที่อื่นมาแก้ไขปัญหามันคงยากลำบากจะเข้าใจสภาพปัญหาคงจะไม่ได้ต้องให้คนที่นี่เป็นคนแก้แล้วแก้วิธีการแก้แก้อย่างไรพวกท่านน่าจะรู้ดี สภาเขาให้ฟังพวกท่านแล้วรวบรวมข้อมูลจากพวกท่านที่เสนอมาเพื่อเสนอให้รัฐบาลปฏิบัติตามที่พวกท่านอยากจะให้ทำ คือบทบาทสภาพูดกับตัวแทนของพวกท่านที่มีคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับเพื่อส่งต่องนายกรัฐมนตรีเพื่อให้แก้ไขปัญหานั้น“สภาเราคือพี่น้องกัน เราคือเนื้อเดียวกัน เพราะตัวแทนที่พวกท่านเลือก”
สภาถือเป็นสถาบันทางการเมืองและสังคมที่สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของประชาชน โดยมีฐานรากจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นกระบวนการประชาธิปไตย การที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนเข้าสู่สภา แสดงถึงความเป็น “พี่น้องและเนื้อเดียวกัน” ในเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงความผูกพัน ความเสมอภาค และความเป็นเจ้าของร่วมกันของประชาชนต่อสภา ดังนั้น สภาจึงมิใช่เพียงองค์กรเชิงโครงสร้าง แต่ยังเป็นเวทีที่แสดงถึงเจตจำนงร่วมของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของความชอบธรรมและพลังในการขับเคลื่อนประเทศชาติ
หลังจากนั้นเป็นการเสวนาบรรยายในหัวข้อกฎหมายเลือกตั้งการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และบทลงโทษ เสียงของชายแดนใต้
เสียงของเรา คือพลังของชาติ ชายแดนใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่บนแผนที่ แต่คือ “บ้าน” ของผู้คนนับล้านที่ดำรงชีวิตท่ามกลางความหลากหลายของศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม เสียงที่ดังขึ้นจากที่นี่จึงไม่ใช่แค่เสียงธรรมดา หากแต่เป็นเสียงที่บอกเล่าความหมายของการอยู่ร่วมกัน
เสียงแห่งศรัทธายามรุ่งสาง เสียงอะซานจากมัสยิดก้องกังวานไปทั่วหมู่บ้าน สะท้อนถึงความศรัทธาที่หยั่งรากลึก เสียงนี้ไม่เพียงปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นทำละหมาด แต่ยังปลุกเตือนให้ระลึกถึงความดีงามและความเมตตาในหัวใจ
เสียงแห่งวัฒนธรรมเสียงรำมะนา กลองปือตี หรือเสียงเพลงบันเทิงปัตตานี ล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เสียงหัวเราะในงานแต่ง เสียงปรบมือในงานรำวงพื้นบ้าน คือหลักฐานของความสุขที่ยังเบ่งบานอยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตเรียบง่าย
เสียงแห่งความเจ็บปวดและความหวังชายแดนใต้ก็ยังมีเสียงที่สะท้อนความทุกข์—เสียงร้องไห้จากการสูญเสีย เสียงกังวลใจจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เสียงเหล่านี้เป็นบาดแผลที่ยังคงอยู่ แต่ควบคู่กันไปก็ยังมีเสียงแห่งความหวัง—เสียงเด็ก ๆ ในห้องเรียน เสียงผู้หญิงที่รวมตัวกันทำอาชีพ เสียงชาวบ้านที่พูดคุยถึงอนาคตของลูกหลาน
เสียงแห่งการอยู่ร่วมกันเหนือความแตกต่าง เสียงของชายแดนใต้คือการสนทนาที่เชื่อมโยงผู้คน เสียงภาษามลายูปนกับภาษาไทย เสียงเพื่อนบ้านที่เอ่ยคำว่า “มากินข้าวด้วยกัน” หรือ “ช่วยกันนะ” เสียงเหล่านี้คือสะพานที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงดินแดนของความขัดแย้ง แต่เป็นดินแดนของการสร้างสันติ
ชายแดนใต้จึงมีเสียงมากมาย ทั้งเสียงแห่งความศรัทธา วัฒนธรรม ความเจ็บปวด ความหวัง และการอยู่ร่วมกัน หากเราตั้งใจฟัง เสียงเหล่านี้จะกลายเป็นพลังที่ทำให้เข้าใจว่า… ชายแดนใต้คือดินแดนแห่งชีวิต ดินแดนแห่งความหวัง และดินแดนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยเสียงของประชาชน
ภาพ/ข่าว#ยะห์อาลี