'หมอศุภกิจ' ฉายแนวคิด 'ธรรมนูญระบบสุขภาพฯ' ฉบับ 3 วางเป้าลดเหลื่อมล้ำ-เข้าถึงทุกคน พร้อมสร้างพันธสัญญา 25 เม.ย.นี้29 มีนาคม 2565
“นพ.ศุภกิจ” ฉายภาพ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่ง ฉบับที่ 3” หลังยกร่างทั้งฉบับเสร็จสิ้น เข้าสู่ขั้นตอนสร้างการรับรู้-การมีส่วนร่วมในกลุ่มต่างๆ ย้ำเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาปัจจัยสุขภาพ กระจายทรัพยากร-บริการให้เข้าถึงทุกคน เตรียมสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อนร่วมกันผ่านเวที “สมัชชาฯเฉพาะประเด็น” 25 เม.ย.นี้
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการวิชาการและยกร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่ง ฉบับที่ 3 เปิดเผยผ่านรายกายเจาะข่าวเช้านี้ ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2565 ถึงการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่ง ฉบับที่ 3 โดยระบุว่าขณะนี้มีการยกร่างโครงสร้างและเนื้อหาทั้งฉบับเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการจัดเวทีสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม ในกระบวนการจัดทำและขับเคลื่อนธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3 ในกลุ่มต่างๆ
สำหรับ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุภาพแห่งชาติ” เป็นการจัดทำภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 46-48 ที่กำหนดให้มีการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศ เป็นการร่วมกันกำหนดภาพอนาคตที่พึ่งประสงค์ของระบบสุขภาพ ของทุกหน่วยงาน องค์กร ตลอดจนชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงประกอบการจัดทำแผนนโยบายระดับชาติ ไปจนถึงกติกาชุมชนได้
“ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญฯ ชิ้นนี้เป็นเพียงตัวหนังสือที่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่อาจไม่มีใครอ่านหรือนำไปปฏิบัติใช้เลย ซึ่งจะทำให้ธรรมนูญฯ ชิ้นนี้ไม่มีความหมายอะไร ฉะนั้นหลักของเราคือต้องการให้นำไปใช้ได้จริง จึงทำให้ฉบับที่ 3 นี้ได้มีการรื้อวิธีการเขียนใหม่ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” นพ.ศุภกิจ ระบุ
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ในธรรมนูญฯ ฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน จึงได้มีการเขียนคล้ายกับแผน ที่มีเนื้อหาใน 12 สาระหมวดกำหนดว่าเป้าหมายอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีวิธีทำอย่างไร ซึ่งมีการปฏิบัติตามบ้าง ไม่ปฏิบัติตามบ้าง เมื่อเข้าสู่ฉบับที่ 2 จึงได้พยายามแก้ไขข้อปัญหาบางอย่าง โดยเขียนให้ครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น มีการนำบทเรียนจากฉบับที่ 1 มาปรับปรุง และเพิ่มอีก 2 สาระหมวด รวมเป็น 14 หมวด พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการที่แข็งตัวมากเกินไป โดยเขียนใหม่ให้เหลือเพียงแค่หลักการพื้นฐาน ส่วนวิธีการก็แล้วแต่ว่าใครจะใช้วิธีใดหรือกลยุทธ์แบบไหนตามสะดวก และได้มีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น
ในส่วนของฉบับที่ 3 ก็ได้มีการรื้อวิธีการเขียนใหม่ ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าเมื่อครบ 5 ปีแล้วอยากเห็นอะไร อยากให้อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพให้มากกว่าเดิม พร้อมกับมีเนื้อหาที่ครอบคลุม เพื่อนำไปสู่การใช้ได้จริง โดยหลักการและแนวคิดทั้งหมด 12 หมวดก็จะให้กลับมาเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพื่อให้มองเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายกว่า ต่างจาก 2 ฉบับก่อนหน้าที่แยกแต่ละหมวดออกเป็นกองๆ
“เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำของระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นคนไม่มีสัญชาติ หรือคนยากจนที่เข้าไม่ถึงบริการบางอย่าง เราจึงตั้งเป้าหมายพัฒนาปัจจัยสุขภาพที่สังคมเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเรื่องของการใช้ทรัพยากรและการกระจายทรัพยากรให้ดีกว่าเดิม การให้บริการและการเข้าถึงบริการครอบคลุมกลุ่มคนเฉพาะมากขึ้น” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ในกระบวนการร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ มีการระดมความคิดที่ความหลากหลายไม่เพียงเฉพาะกลุ่มแพทย์เท่านั้น หากแต่ยังมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่มีผลต่อเรื่องสุขภาพ นอกจากนี้ยังจะต้องมีการสื่อสารถึงธรรมนูญฯ ให้คนรู้จักและทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติมีความซับซ้อน จึงต้องการให้ทุกคนเป็นเจ้าของและนำไปใช้ได้จริง
นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จะมีการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เพื่อสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม และสร้างพันธสัญญาในการขับเคลื่อนร่วมกันของทุกภาคส่วนต่อธรรมนูญฯ ฉบับที่ 3 โดยภาคีสมาชิกสมัชชาสุขภาพจะสามารถเข้ามาช่วยกันดูร่าง ปรับ เติม ลด ประเด็นได้ทั้งสิ้น ก่อนที่จะเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภา เพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาภายในปี 2565 ต่อไป ควบคู่ไปกับการจัดเวทีทำความเข้าใจเพื่อการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ทั้ง 13 เขตสุขภาพ

