กขป.เขต 12 หารือเตรียมพร้อม หลังปรับโควิดสู่ 'โรคประจำถิ่น' มองสงกรานต์เป็นจุดเริ่ม 'ขาลง' กลับสู่ชีวิตปกติ-ดูแลควบคู่โรคอื่น28 มีนาคม 2565
กขป.เขต 12 จัดเวทีเตรียมพร้อมก่อนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น นักวิชาการคาดมุมรัฐบาลมองสงกรานต์เป็นจุดเริ่มต้นของขาลง เตรียมกลับสู่ชีวิตปกติ-เปิดประเทศ ย้ำต้องกลับมาให้ความสำคัญโรคอื่นๆ ที่เข้าไม่ถึงบริการช่วงที่ผ่านมา
ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยในเวทีสานพลังความร่วมมือสู้ภัยโควิด-19 "เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นโรคประจำถิ่น" จัดโดยคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขต 12 เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2565 ระบุว่า ความหมายของการเป็นโรคประจำถิ่นสำหรับโควิด-19 คือจะไม่ใช่โรคระบาดร้ายแรง และเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพื้นที่นั้น แต่ถึงอย่างไรโควิด-19 จะยังคงเป็นโรคระบาดที่กระจายในระดับโลก และมีอัตราการตายที่สูงสลับกับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศ

ศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับคำถามว่าทำไมประเทศไทยจึงมีโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ระบาดเป็นเวลานาน เนื่องมาจากเรามีภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับปานกลาง และวัคซีนเองป้องกันการระบาดไม่ได้ ขณะที่สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในอดีตที่รุนแรงไม่มาก จึงป้องกันโอมิครอนไม่ได้ ส่วนการรายงานตัวเลขในทุกวันนี้ก็น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องด้วยการระบาดที่รุนแรงมากจนทำให้ระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอ่อนล้าหมดแรง ประชาขนต้องตรวจหาโควิดกันเอง รักษากันเอง ฉะนั้นการประเมินจากสถานการณ์รอบบ้าน คนรู้จัก อาจได้ข้อมูลที่สำคัญกว่า
"แล้วเทศกาลสงกรานต์และรอมฎอนปีนี้จะเป็นอย่างไร ตอนปี 2564 เราเชื่อว่าการระบาดในประเทศไทยรุนแรงเพราะสงกรานต์ แต่ก็พบว่าการระบาดกลับกระจุกในกรุงเทพฯ มากกว่าจังหวัดรอบนอก เช่นเดียวกับรอมฎอนปี 2564 ที่เชื่อว่าเป็นเหตุให้เกิดการระบาดรุนแรงในมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ในภาคใต้ประเทศไทยยังมีความเชื่อมโยงไม่ค่อยชัดเจน ฉะนั้นในปี 2565 แม้กิจกรรมทั้งสองน่าจะมีส่วนเพิ่มการระบาด แต่ในมุมของรัฐบาลคงคาดว่าหลังการระบาดที่รุนแรงจะเป็นการเริ่มต้นของขาลง ฉะนั้นก็อาจเปิดสงกรานต์ที่ค่อนข้างเต็มที่ หลังจากนี้จะได้เข้าสู่ขาลงแล้วเปิดประเทศ" ศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว
ศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า หากหลบเลี่ยงการติดเชื้อไม่ได้ อาจมีคำถามว่าการติดเชื้อช่วงนี้กับในอนาคตตอนไหนจะแย่กว่า ประเด็นนี้สิ่งสำคัญคือความพร้อมของระบบรักษาพยาบาล ซึ่งไม่ว่าจะป่วยหนักจากโรคอะไรก็ตามในช่วงที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ ย่อมมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นทั้งนั้น และสถานการณ์ขณะนี้กำลังพลในโรงพยาบาลต่างทยอยติดเชื้อโอมิครอนเหมือนกับประชาชน ฉะนั้นคนที่ยังพอป้องกันตัวเองได้ จึงควรที่จะป้องกันต่อไป
สำหรับสิ่งที่ประชาชนควรทำในช่วงนี้ คือการติดตามข่าวสารความรู้ให้ทันสมัย ประเมินความเสี่ยงของตนให้ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนก็ควรไปฉีด ขณะเดียวกันควรวางแผนรับมือภายในครัวเรือน รวมทั้งกำลังคนในการทำงานและงบประมาณสำรอง คิดให้ดีว่าจะมีกิจกรรมอะไรถ้าต้องถูกกักตัวอยู่คนเดียว และหากยังไม่ติดเชื้อก็ควรมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่เหมาะสม ทั้ง on-site และ Online
ในขณะที่มาตรการทางสาธารณสุข ก็ควรจะต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์เดิมใหม่ในทุกแง่มุม เมื่อโอมิครอนมีมากจนท่วมท้น แต่ส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง ความเสียหายทางสาธารณสุขจึงไม่ควรวัดที่จำนวนติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 แต่พิจารณาการสูญเสียจากทุกโรครวมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียจากการเข้าไม่ถึงบริการ และการสูญเสียจากการที่โควิดเป็นโรคแทรกซ้อน รวมทั้งยกเลิกมาตรการประจำเดิม เช่น การค้นหาผู้ป่วยในชุมชน การสืบสวนโรคในกลุ่มผู้สัมผัส เนื่องจากติดเชื้อง่ายและผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ จึงอาจต้องยอมให้ดำเนินชีวิตตามปรกติในที่สุด และหากมีอาการแล้วค่อยว่ากัน
"มองในแง่ดี แม้ขณะนี้โควิดจะหลีกยาก แต่ก็ไม่น่ากลัวเหมือนที่ผ่านมา เพราะแม้จะติดเชื้อง่าย ส่วนใหญ่อาการก็ไม่รุนแรงและในที่สุดก็หายดี ส่วนการล็อคดาวน์ก็น่าจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แล้ว เรายังพอทำมาหากินได้ และหากติดเชื้อโควิดยุคนี้ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องสังคมรังเกียจแล้ว เพราะทุกคนก็มีโอกาสติดอย่างเท่าเทียมทั้งนั้น ถ้าป่วยก็เพียงชั่วคราว หายแล้วมีภูมิต้านทานไปอีกนานพอควร ทำอะไรได้อิสระมากกว่าคนทั่วไป ดังโรคระบาดใหญ่ๆ ในอดีต ในที่สุดก็หายไป อีกไม่นานเกินรอ สถานการณ์จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน" ศ.นพ.วีระศักดิ์ ระบุ

นายสมพร เนติรัฐกร ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการระบาดในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 12 ซึ่งประกอบด้วย สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในระลอกตั้งแต่เดือน ม.ค. 2565 เป็นต้นมา พบว่าผู้ติดเชื้อมากที่สุดอยู่ใน จ.สงขลา ประมาณ 1.7 หมื่นคน รองลงมาคือ จ.พัทลุง ประมาณ 1.3 หมื่นคน ส่วนจังหวัดอื่นๆ จำนวนใกล้เคียงกันที่ราวแห่งละ 6-8 พันคน
"ภาพรวมการติดเชื้อใน 7 จังหวัดนี้ยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ในบางจังหวัดที่แม้ขณะนี้จะยังติดเชื้อไม่สูง ก็มีโอกาสที่จะสูงมากขึ้น ส่วนการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการที่ยังไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะเสียชีวิตมาก" นายสมพร กล่าว
ด้าน นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 กล่าวว่า สำหรับงบประมาณเพื่อดูแลคนไทยนั้นยืนยันว่ามีเพียงพอ โดย สปสช.ได้รับงบประมาณจากเงินกู้ของรัฐบาล เพื่อใช้เบิกจ่ายในการรักษาพยาบาล ตรวจคัดกรอง รวมทั้งดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมไปแล้วกว่า 1.45 แสนล้านบาท และปัจจุบันได้มีการปรับอัตราการจ่ายลดลง รวมทั้งจำนวนวันรักษาที่ลดลง จึงขอให้มั่นใจได้ว่างบประมาณนั้นจะมีเพียงพอในการดูแลผู้ป่วยตามกระบวนการที่มีการปรับอยู่เป็นระยะ ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ภายใต้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สปสช.ได้มีอัตราจ่ายชดเชยการให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 กลุ่มอาการสีเขียว กรณีผู้ป่วยนอก (OP with self Isolation) ในลักษณะเหมาจ่าย 1,000 บาทต่อราย ครอบคลุมการให้คำแนะ การให้ยา การประสานติดตามอาการ รวมถึงการจัดระบบส่งต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ยังมีการจ่ายค่าบริการสำหรับการให้คำปรึกษาหรือการดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อได้รับคำปรึกษาจากผู้ป่วยโควิด-19 หลังให้การดูแลครบ 48 ชั่วโมงไปแล้ว (Call back) ในลักษณะเหมาจ่าย 300 บาทต่อราย สำหรับสถานบริการอื่นที่ให้การดูแลดังกล่าว
"ก่อนมีโควิด เรามีงบรักษาพยาบาลในทุกกองทุนสุขภาพอยู่แล้ว พอโควิด-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ที่รัฐบาลประกาศ จึงมีงบประมาณเพิ่มเติมจากปกติมาใช้ในการดูแล ฉะนั้นในอนาคตหากเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ หลัง 1 ก.ค.ที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น การดูแลก็จะกลับไปใช้งบปกติของกองทุนสุขภาพในแต่ละระบบ ที่สามารถดูแลได้อยู่แล้ว จึงขอให้มั่นใจ ส่วนงบประมาณที่อาจต้องใช้เพิ่มขึ้นในแง่ผู้ป่วยอาจมีเยอะขึ้นนั้น ขณะนี้ก็กำลังมีการทำตัวเลขประมาณการอยู่ด้วยเช่นกัน" นพ.วีระพันธ์ กล่าว
นพ.วีระพันธ์ กล่าวอีกว่า กรณีการระบาดของโควิด-19 ในทั่วโลก ยังทำให้พบว่าผู้ป่วยหลายกลุ่มที่ควรได้รับรักษา กลับได้รับการรักษาช้าลงไป เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องถูกแพทย์เลื่อนนัดไปเพราะกลัวจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือผู้ป่วยไตวายติดโควิด ที่จะต้องล้างไตแล้วถูกปฏิเสธ ซึ่งหลังจากนี้สถานพยาบาลต่างๆ จะต้องปรับตัวให้เป็นแนวทางตาม New Normal หลังจากนี้ โดยมองว่าผู้ติดเชื้อโควิดเป็นผู้ป่วยปกติที่จะต้องบริหารและให้บริการได้ ส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการทำความสะอาดต่างๆ ตามมาตรฐาน สปสช.ก็จะมีงบประมาณให้ต่อไป

