ความปลอดภัยทางอาหาร : การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

Facebook


ความปลอดภัยทางอาหาร: การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
นิยาม:
(๑) การจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agricultural Practice::GAP) หมายถึงมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่อันเป็นมาตรฐานกลางที่มีเนื้อหาสาระครอบคลุมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในทุกขั้นตอนการผลิตที่ดำเนินการในระดับฟาร์มรวมถึงการผลิตในระดับเกษตรกรรายย่อย
(๒) สารเคมีทางการเกษตร ในที่นี้หมายความเฉพาะสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือสารอารักขาพืช
สถานการณ์:
๑. ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรกว่าร้อยละ ๓๘ ของประชากรทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเกษตรเป็นภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการกำหนดนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยเฉพาะการปฏิรูประบบสารเคมีโดยการควบคุมกำกับการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส เข้มงวด และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงส่งเสริมการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชขั้นต้น เพื่อจะให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ปลอดภัยในการนำไปประกอบเป็นอาหารจึงต้องกระทำโดยด่วน เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลกที่สามารถผลิตอาหารได้หลากหลาย เพราะนอกจากผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งเป็นสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศด้วย ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๙ ต่อปี และมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมต่อการส่งออกทั้งหมดประมาณร้อยละ ๒๓ ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
๒. แม้สารเคมีทางการเกษตรจะมีประโยชน์ต่อการควบคุมการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ระดับหนึ่ง แต่ก็มีความเป็นพิษโดยตัวสารเคมีเอง ประกอบกับการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องของตัวเกษตรกรผู้ใช้ และการใช้โดยปราศจากนโยบายและมาตรการกฎหมายที่ควบคุมเข้มงวด การส่งเสริมการขายโดยปราศจากความรับผิดชอบ จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกร ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสังคม ตลอดจนสร้างความสูญเสียมหาศาลทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและยาว มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรสูงขึ้นทุกปี กลายเป็นปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ ในปี ๒๕๕๒ ไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชคิดเป็นปริมาณสารออกฤทธิ์ ๓๙,๖๓๔ ตัน มูลค่า ๙,๑๑๖ ล้านบาท จำแนกประเภทได้เป็นสารกำจัดแมลง ๑๙,๗๐๙ ตันของสารออกฤทธิ์ สารป้องกันกำจัดโรคพืช ๘,๔๘๕ ตันของสารออกฤทธิ์ สารกำจัดวัชพืช ๘๕,๘๒๑ ตันของสารออกฤทธิ์ และสารกำจัดศัตรูพืชอื่นๆ ๔,๑๓๗ ตันของสารออกฤทธิ์ โดยถ้าเปรียบเทียบกับสัดส่วนการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมี ต่อการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีหรือเกษตรอินทรีย์พบว่าเกษตรกรในประเทศใช้สารเคมีในการผลิตเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๙๙ โดยทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีหรือเกษตรอินทรีย์ ไม่ถึงร้อยละ ๑
๓. ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ซึ่งในปี ๒๕๓๗ มีการบังคับใช้ความตกลงด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measure: SPS) ที่กำหนดกติกาให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการด้านมาตรฐานและความปลอดภัยอาหาร ควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อปกป้องการนำเข้าสินค้าที่มีการปนเปื้อน นอกจากนี้แล้วปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยของอาหารและการแพร่กระจาย เช่น โรควัวบ้า การปนเปื้อนเมลามีนในนมเป็นต้น ทำให้ผู้ค้าต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยของอาหารคือการใช้ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ระดับฟาร์มผลิต การเก็บเกี่ยวรวบรวมผลผลิต การบรรจุและหีบห่อ การแปรรูป ต่อเนื่องไปจนถึงโต๊ะอาหาร (From Farm to Table) ในด้านการผลิตที่ดี ณ แหล่งผลิตที่ฟาร์มนั้นได้มีหลักการและแนวทางโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) และมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) เพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้เป็นแนวทางจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค (GAP) รวมถึงมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ และอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน

ความสำคัญของปัญหา:
๔. แนวโน้มการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรของประเทศไทยสูงขึ้นทุกๆ ปี โดยในจำนวนนี้เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งทางตะวันตก ตะวันออก และเพื่อนบ้านอาเซียนประกาศห้ามผลิต ห้ามใช้ และไม่ให้ขึ้นทะเบียนแล้ว คือ ๑) คาร์โบฟูราน - ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน จาไมก้า นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ๒) เมโทมิล - สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฟินแลนด์ กัมพูชา สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว และอินเดีย (บางสูตร) ๓) ไดโครโตฟอส - สหภาพยุโรป ไต้หวัน อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และลาว และ ๔) อีพีเอ็น - สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ไต้หวัน กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ และลาว โดยสารเคมี ๔ ชนิดนี้มีข้อพิสูจน์ชัดทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ
๕. กระบวนการขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรขาดประสิทธิภาพ เพราะตามหลักการแล้วก่อนมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อนำมาจำหน่ายในตลาดได้นั้นจะต้องมีการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร (แผนภาพที่ ๑) ซึ่งตามประกาศกรมวิชาการเกษตรเรื่องกำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.๒๕๕๒ ข้อ ๔ การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้มี ๓ ขั้นตอน คือ การทดลองเบื้องต้น เพื่อทราบประสิทธิภาพ ข้อมูลพิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง การทดลองใช้ชั่วคราวเพื่อสาธิตการใช้และทราบข้อมูลพิษระยะปานกลางและพิษเรื้อรัง และการประเมินผลขั้นสุดท้ายเพื่อรับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อทราบประสิทธิภาพ ความปลอดภัยต่อมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และพิษเรื้อรังระยะยาว ๒ ปี ต่อสัตว์ทดลอง ซึ่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ๔ ชนิดข้างต้นมีข้อพิสูจน์ชัดว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ ได้ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ที่เมื่อนำมาใช้แล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีวิธีตามปกติตามควรที่จะป้องกันได้ ในขณะที่ยังคงมีการอนุญาตให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่นำเข้ามาก่อนหน้าวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งรวมถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ๔ ชนิดข้างต้นสามารถขายได้ไปพลางก่อนอีก ๒ ปีที่นอกจากจะไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสุขภาวะของประชาชนแล้ว ยังอาจทำให้ไทยสูญเสียตลาดสินค้าเกษตรระหว่างประเทศด้วยจากการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ในสินค้าเกษตรที่ส่งไปขายต่างประเทศจนถูกตีกลับ
แผนภาพที่ ๑ เส้นทางและกฎหมายที่ใช้ควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตั้งแต่การขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร การนำเข้าหลังจากได้รับการขึ้นทะเบียน การผลิตและบรรจุภัณฑ์ การตลาดและจัดจำหน่าย การใช้ในแปลงเกษตรกร และการตกค้างในอาหาร

๖. นอกจากนี้ การบังคับใช้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๑ ในมาตรา ๔ ที่กำหนดให้มีตัวแทนองค์กรสาธารณประโยชน์และมีประสบการณ์การดำเนินงานด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม เข้าไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น อาจดำเนินไปในทางขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เปิดกว้างกับกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เนื่องจากมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายในฐานะตัวแทนขององค์กรสาธารณะประโยชน์จนอาจทำให้การพิจารณาต่างๆ ขาดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และไม่คำนึงถึงการปกป้องคุ้มครองสุขภาวะประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ที่นำไปสู่ความสูญเสียทางสุขภาพของประชาชนได้
๗. แม้มีการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานการกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits: MRL) เพื่อให้ครอบคลุมสารพิษตกค้างที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหารมากขึ้นโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข แต่ทว่าการแก้ไขค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด MRL ก็ยังไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคคนไทยได้เท่าเทียมกับผู้บริโภคต่างประเทศ เนื่องจากการกำหนดค่า MRL ถ้าเป็นไปเพื่อการค้าระหว่างประเทศอันมีประเทศคู่ค้าเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยแล้วกระบวนการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ก็จะมีความปลอดภัยตรงตามมาตรฐานที่กำหนดได้ ในขณะที่ภายในประเทศสถานการณ์ต่างกันจากการที่มีการตรวจพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน MRL ทั้งของประเทศไทย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปอยู่เสมอ จนผู้บริโภคคนไทยเสมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง
๘. ความไม่ปลอดภัยทางอาหารของประเทศไทยแม้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์กลางการแจ้งเตือนภัยด้านอาหารของประเทศไทยที่สามารถสื่อสารสาธารณะได้ทันสถานการณ์ แม้ว่าจะมีการจัดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยด้านอาหาร (Food Alert System of Thailand: FAST) ขึ้นในปี ๒๕๕๐ ซึ่งพัฒนามาจากระบบการแจ้งเตือนสินค้าและอาหารของสหภาพยุโรป (Rapid Alert System for Food and Feed: RASFF) แต่ในการดำเนินงานก็เป็นการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานเครือข่ายให้ทราบเป็นข้อมูลหรือขอความร่วมมือในการดำเนินการแก้ไขป้องกันอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้มีหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น ยังคงขาดการสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักและทางเลือกในการบริโภคเพื่อจะสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่ถูกแจ้งเตือนว่าอันตรายที่วางจำหน่ายอยู่ในตลาดได้ทันท่วงที ที่สำคัญ FAST ยังขาดการบูรณาการจากภาคส่วนสังคมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้บริโภค
๙. แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการประกาศใช้นโยบายและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมี แต่ก็เป็นกฎหมายที่ออกโดยภาพรวมที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงกลาโหม เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้น อีกทั้งสารเคมีทางการเกษตรชนิดหนึ่งๆ อาจนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงการเกษตรอย่างเดียวได้ ส่งผลให้การควบคุมการนำมาใช้เพื่อการเกษตรหรือการห้ามใช้ไม่สามารถปฏิบัติได้โดยทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เช่น สารแลนเนตที่มีฤทธิ์ในการกำจัดปลวกสำหรับนำมาใช้ในบ้าน แต่เกษตรกรกลับนำสารเคมีเหล่านี้ไปใช้กำจัดแมลงในแปลง หรือไกลโซเฟสซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีชื่อทางการค้าประมาณ ๑,๐๐๐ ชื่อ จนสร้างความสับสนแก่เกษตรกรกระทั่งนำไปสู่ความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องปลอดภัย

ผลกระทบ
๑๐. ผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรมีความรุนแรงมาก เพราะแม้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ออกมาตรฐานการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) ในสินค้ารายชนิดโดยเป็นมาตรฐานสมัครใจ แต่เมื่อมีกรณีสินค้าเกษตรที่ส่งออกไม่ปลอดภัยเพราะพบการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตรก็ได้ออกประกาศบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องแสดงใบรับรองว่าได้สินค้ามาจากแปลงปลูกที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น ขณะที่ผู้บริโภคไทยกลับยังคงเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการบริโภคผักผลไม้ที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างต่อไป ดังผลการสำรวจผักยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภค ๗ ชนิด คือ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่ขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตลาดสด และรถเร่ของเขตกรุงเทพมหานครที่พบปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานของสหภาพยุโรปถึงร้อยละ ๔๐ โดยในจำนวนนี้คือคาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น สอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่พบว่าผักสดในกรุงเทพและปริมณฑล ๓๕๙ ตัวอย่างมีอัตราการพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงตกค้างในผักที่มีเครื่องหมายปลอดสารพิษและผักที่ไม่มีเครื่องหมายร้อยละ ๕๑.๘ และ ๖๓.๗ ตามลำดับ นอกจากนั้นผลการตรวจเลือดในเกษตรกรก็พบว่าร้อยละ ๔๐ มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเลือดในระดับที่เสี่ยงและไม่ปลอดภัย เช่นเดียวกับผลตรวจในปี ๒๕๔๐ ของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ที่พบว่ามีเกษตรกรมีผลตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษอันเนื่องมาจากใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงถึงร้อยละ ๑๖.๓๕ หรือ ๘๙,๙๒๖ คนจากจำนวน ๕๖๓,๓๕๓ คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี ๒๕๕๐ ผลการสุ่มตรวจพบมีเกษตรกรถึงร้อยละ ๓๙ ที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพดังกล่าวด้วย
๑๑. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร อยู่ในระดับอันตรายร้ายแรง เนื่องจากมีการผลิตและการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายและมีความเป็นพิษสูงซึ่งตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน ดังที่กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำฝางในปี ๒๕๔๕-๒๕๔๗ พบว่ามีการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตร แม้ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ด้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานการตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรในแหล่งน้ำผิวดินในปี ๒๕๔๗ ว่าพบสารเอ็นโดซัลแฟนตกค้างในตัวอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำประปาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และในปี ๒๕๔๘ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมรายงานการตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมตในตัวอย่างดิน อากาศ และแหล่งน้ำผิวดินบริเวณลุ่มน้าฝาง ถึงแม้ความเข้มข้นของสารเคมีที่ตรวจพบทั้งหมดไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน

มาตรการทางกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง:
๑๒. แม้ว่าภาครัฐจะมีการประกาศใช้นโยบายและแผน กฎหมายและกฎระเบียบด้านการจัดการสารเคมีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ๑) นโยบายและแผนแม่บทของการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๙ ที่ประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ ๓ ด้าน คือ การควบคุมและจัดการวัตถุอันตรายทางการเกษตรครบวงจร การวิจัยพัฒนาเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบ และการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านสารป้องกันการจัดศัตรูพืช ๒) ยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๖ ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ผลิตเข้าสู่ระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัย ๔) แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔ ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบบริหารการจัดการสารเคมี การลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้านเกษตรกรรมและด้านอุตสาหกรรม และการส่งเสริมความปลอดภัยและบทบาทประชาชนในการจัดการสารเคมี และแผนจัดการมลพิษ พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๙ ที่มุ่งสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการมลพิษของประเทศ รวมทั้งมีกฎหมายเพื่อการควบคุมและกำกับดูแลด้านการจัดการสารเคมี ได้แก่ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕ แต่ทว่าการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายเหล่านี้ยังไม่มีประสิทธภาพเพียงพอจะสร้างความปลอดภัยในอาหารได้
๑๓. ถึงแม้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีจะเคยมีมติเห็นชอบข้อเสนอนโยบายการจัดการสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ทว่าหลักการสำคัญที่ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย และให้มีการควบคุมการโฆษณาและขายตรงวัตถุอันตรายทางการเกษตร ก็ยังไม่มีการบังคับใช้ได้ ในขณะที่แนวโน้มการนำเข้าและใช้สารเคมีทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ต่างขานรับนโยบายนี้แล้ว
๑๔. การบริหารจัดการวิกฤตความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยไม่ผลักภาระด้านมลพิษให้สังคมไทยแบกรับนั้น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอแผนการจัดการมลพิษ พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๙ ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ให้มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีทางการเกษตรตามระดับความรุนแรงของสารพิษของผลิตภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี และให้ผู้ผลิตและผู้นาเข้าสารเคมีทางการเกษตรเพื่อการจำหน่ายต้องวางหลักประกันทางการเงินเพื่อใช้เป็นกองทุนในการกำจัดทำลายสารเคมีทางการเกษตรคงค้าง/เสื่อมสภาพ การฟื้นฟูในกรณีเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี และการชดเชยค่าเสียหายในกรณีเกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
๑๕. การรณรงค์ให้เกษตรกรปฏิบัติตาม GAP และการให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้องนั้น ภาคเอกชนได้ปรับตัวมาก่อนหน้านี้แล้วเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยได้ออกมาตรฐานเอกชน ThaiGAP ที่มีความปลอดภัยเทียบเท่ามาตรฐานสากล (GLOBALGAP) เพื่อนำไปส่งเสริมให้ผลผลิตปลอดภัย ได้เริ่มใช้มาตรฐาน ThaiGAP กับพืชผักผลไม้สดซึ่งถือเป็นอาหารพื้นฐานที่สำคัญ โดยมาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมระบบการบริหารและจัดการความเสี่ยงในการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การวิเคราะห์และเตรียมดิน การชลประทาน การให้ปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช การเก็บเกี่ยวกระทั่งผลผลิตออกจากฟาร์มมีการจดบันทึกระหว่างปฏิบัติงาน พร้อมวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับและเรียกคืนสินค้า โดยได้มีการนำมาตรฐาน ThaiGAP ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี ๒๕๕๕ โดยสมาคมผู้ค้าปลีกเป็นผู้ผลักดัน เพื่อให้เป็นกลไกหนึ่งในการเริ่มต้นสร้างความปลอดภัยในผักและผลไม้สดด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ถึงแม้ว่าระบบและกลไกการขับเคลื่อน ThaiGAP จะเป็นมาตรการสมัครใจ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างยั่งยืนได้ด้วยเพราะเป็นการนำกระบวนการและกลไกที่มีอยู่แล้วของภาคเอกชนมาปฏิบัติได้ทันที ยิ่งขยายผลให้ทั่วถึงและเป็นรูปธรรมยิ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นครัวโลก (Kitchen of the World) ด้วยเพราะเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยในสินค้าเกษตรของไทยกับตลาดคู่ค้าและผู้บริโภค เนื่องจากปริมาณรวมของผักผลไม้สดที่หมุนเวียนในระบบกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะซุปเปอร์มาเก็ตในห้างสรรพสินค้าต่างๆ มีสัดส่วนมูลค่าถึงร้อยละ ๗๕ ของปริมาณทั้งหมดในประเทศ
๑๖. การสร้างมาตรการความปลอดภัยทางอาหารจากการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพนอกเหนือไปจากการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด การเพิ่มเติมกลไกด้านภาษีและการคลังเพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (Polluter Pays Principle: PPP) การควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควบคู่กับการกำกับการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เข้มงวดและเปิดกว้างให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้การจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) เป็นภาคบังคับทางกฎหมายเพื่อขจัดปัญหาอาหารไม่ปลอดภัย และใช้มาตรการคุณภาพของคนไทย (ThaiGAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ทั้งหมดนี้ เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิตปลอดภัย เกษตรกรและผู้บริโภคตลอดจนผลผลิตในตลาดค้าปลีกในประเทศมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับตลาดส่งออก การสร้างระบบความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยในการผลิตและจำหน่ายผักผลไม้สดตลอดห่วงโซ่อาหารโดยใช้มาตรฐาน GAP เป็นกลไกขั้นพื้นฐานเพื่อขยายผลทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากระบบค้าปลีกในประเทศ การนำเข้าและผลิตในประเทศก่อน ใช้กลไกการขับเคลื่อนที่มีอยู่แล้วของภาคเอกชน โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมกับเครือข่ายสมาคมค้าปลีกแห่งประเทศไทย โดยมีภาครัฐและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ส่งเสริมความรู้และการพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่การผลิตและจำหน่าย จะทำให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนผลผลิตที่ได้ก็เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเพราะมีความปลอดภัยไร้สารพิษ

login to rate

0 ความนิยม

แจ้งวีดีโอไม่เหมาะสม

เพิ่มวีดีโอที่ชื่นชอบ

จำนวนผู้เข้าชม:  16164

ความคิดเห็น:  0

เพิ่มวีดีโอที่ชื่นชอบแล้ว:  0

Links:0

ไม่พบวีดีโอที่ค้นหา